สิ่งที่ทำให้องค์กรให้ดูดี (6) : Uniform  มีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้า และเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์
สิ่งที่ทำให้องค์กรให้ดูดี (6) : Uniform มีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้า และเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 28 ตุลาคม 2558 15:17
ISBN : -


สิ่งที่ทำให้องค์กรให้ดูดี (6) : Uniform มีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้า และเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์


ครั้งหนึ่งเมื่อกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของบริษัทแห่งใหญ่แห่งหนึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ในการกล่าวในห้องประชุมใหญ่ครั้งแรกกับพนักงาน ได้ตั้งคำถามไปยังพนักงานว่า ...
”ผมสงสัยว่า ทำไมพนักงานไม่แต่งเครื่องแบบ (ทั้งๆ ที่มีเครื่องแบบ) ?”
พนักงานหลายคนตอบอยู่ในใจว่า “เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เข้าบริษัทแล้ว”
พนักงานบริษัทดังล่าวไม่ได้แต่งเครื่องแบบมานานช้า จนกลายเป็นไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า ทำไมตนเองจึงไม่ต้องแต่งเครื่องแบบมาทำงาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว แต่หลายคนที่ฟังคำถามของกรรมการผู้จัดการในที่ประชุมวันนั้นอ่านความมุ่งหมายในคำถามนั้นได้ว่า...
หากพนักงานหลายพันคนในสำนักงานแต่งเครื่องแบบมาทำงานก็น่าจะทำให้องค์กรมีภาพที่หนักแน่นขึ้น และช่วยสนับสนุนตราสินค้าได้ชัดเจนขึ้น เพราะกรรมการผู้จัดการคนใหม่เป็นคนมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานการดูแลตราสินค้าในบริษัทเก่ามาก่อน และการออกมาถามกับพนักงานโดยตรงแทนที่จะไปแอบถามกับใครสักคนสองคนก็ได้แต่ไม่เลือกที่จะทำ  ก็เพราะเป็นนัยให้พนักงานทั้งหลายได้คิดถึงคุณค่าของ Uniform...
การกำหนดให้พนักงานแต่ง Uniform ของแต่ละองค์กรอาจแตกต่างกันออกไป องค์กรส่วนใหญ่มักกำหนดให้พนักงานแต่ง Uniform มาจากบ้าน เพราะองค์กรจะได้ประโยชน์จากการสร้างภาพลักษณ์และการสนับสนุนตราสินค้าจาก Uniform โดยตรง  
การที่พนักงานหลายพันคนขององค์กรแต่ง Uniform เดินทางออกจากบ้านซึ่งตั้งอยู่ตามหลายมุมเมืองมาทำงานและหลังจากเลิกงานแล้วเดินทางกลับบ้าน พนักงานเหล่านั้นคือสื่อในการนำองค์กรไปแสดงให้กับสาธารณชนได้พบเห็นเกิดความคุ้นเคยกับองค์กรและเชื่อมโยงกับตราสินค้าได้ องค์กรสามารถใช้ Uniform เป็นตัวช่วยในการประกาศตัวตนและความน่าเชื่อถือของตนได้ง่ายๆ   
Uniform ยังเป็นตัวช่วยควบคุมพฤติกรรมพนักงานตั้งแต่ออกจากบ้านจนกว่าจะกลับไปถึงบ้าน เพราะ Uniform เป็นอนุสติให้พนักงานซึ่งอยู่ในที่สาธารณะ จะต้องรักษาหน้าตาขององค์กร และควบคุมการแสดงออกที่ต้องระมัดระวัง   Uniform จะช่วยให้พนักงานปฎิบัติตนให้อยู่ในกรอบที่ไม่ทำอะไรผิดแผลงหรือห้าวเกินไปนัก คนที่อยู่ใน Uniform มักไม่ทำอะไรหลุดโลก
ที่เห็นได้ชัดก็คือ...  เราแทบไม่ค่อยเห็นพนักงานบริษัทใดที่ใส่ Uniform อยู่นอกบริษัทในช่วงเวลาทำงาน หากพนักงานใส่ Uniform คนใดออกไปกินอาหารกลางวันภายนอกบริษัท ตอนบ่ายโมงพนักงานคนนั้นควรจะต้องกลับมาอยู่ในพื้นที่บริษัทของตน พนักงานบริษัทคนใดแต่ง Uniform เดินเฉิดฉายอยู่ในห้างสรรพสินค้าตอนก่อนเที่ยงและหลังบ่ายโมง ก็คงไม่ต่างกับการที่นักเรียนหนีโรงเรียน เป็นภาพที่สร้างคำถามให้กับสาธารณชนเกี่ยวกับบุคลากรและประสิทธิภาพของบริษัทนั้น บางท่านอาจเถียงว่าแค่ถอด Uniform ออกแล้วเปลี่ยนใส่ชุดธรรมดาก็ไม่มีใครรู้แล้ว ขอเรียนว่าในยุคไซเบอร์นี้บริษัทจะหาตัวพนักงานที่ไปเดินเฉิดฉายอยู่ในที่อโคจรในช่วงเวลาทำงานได้ไม่ยากค่ะ
แต่จะมีองค์กรบางประเภทที่จะให้พนักงานมาใส่ Uniform ที่ทำงาน ซึ่งมักจะเป็นลักษณะงานจำเพาะ ส่วนใหญ่จะเป็นงานใน 2 ประเภทนี้ คือ

  1. งานที่ทำแล้วทำให้ Uniform มีโอกาสเปื้อนสกปรกได้ง่าย เช่น ช่างที่ทำงานใน Shop ซ่อมเครื่องยนตร์ หากใส่ชุด Uniform ที่เปื้อนน้ำมันเครื่องมอมแมมกลับไปบ้าน หรือไปเดินในที่สาธารณะก็คงจะไม่ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นแน่นอน พนักงานที่ทำงานใน Shop เครื่องยนตร์จึงมักจะมี Uniform ทำงานอยู่ในพื้นที่ของตน และเป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า เมื่อพนักงานเหล่านั้นใส่ Uniform จำเพาะอยู่ใน Shop จะดูขรึมและขลังมากทีเดียว ผู้เขียนไปเห็นพนักงานในโรงงานใหญ่ๆ มาหลายแห่ง เช่น โรงงานสร้างเครื่องบินรบของ Boeing ที่ Illinois โรงงานทำรถยนตร์ BMW ที่ Munich หรือแม้แต่ช่างซ่อมเครื่องบินของสายการบินทั่วไป ทำให้มีความรู้สึกเกิดความเชื่อมั่นกับผลิตภัณฑ์ที่คนเหล่านั้นกำลังทำอยู่มากขึ้น
  2. งานที่ต้องควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับความสะอาดอย่างเข้มงวด เช่น บุคลากรในสถานพยาบาล, บุคลากรในกระบวนการผลิตอาหาร CP, Betagro พนักงานทำงานในครัวผลิตอาหารขึ้นเครื่องบินและในโรงแรมใหญ่ๆ ฯลฯ พนักงานในองค์กรที่ทำงานเหล่านี้ นอกจะต้องตรวจโรคทุกปีแล้วยังถูกกำหนดให้มาเปลี่ยน Uniform ที่ทำงาน เพราะถือว่าชุดที่ใส่เดินทางมาจากบ้านมีโอกาสติดเชื้อโรคมาได้ เมื่อมาถึงแหล่งผลิตที่ต้องควบคุมความสะอาดอย่างเข้มงวด พนักงานเหล่านี้ต้องถอดชุดที่ใส่มาจากบ้านเก็บไว้ใน Locker แล้วตรงไปเข้าห้องอาบน้ำ จากนั้นใส่ Uniform ที่องค์กรเตรียมไว้ให้ บางแห่งให้เข้าห้องฆ่าเชื้อโดยรังสีอีกครั้ง จึงจะเข้าไปเริ่มทำงานในบริเวณทำงานได้
งานทั้ง 2 ประเภทนี้ หลังจากจบหรือเสร็จสิ้นจากการทำงานแล้วต้องถอด Uniform ที่ใส่ทำงานในวันนั้นส่งซักแล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดส่วนตัวที่เก็บไว้ใน Locker กลับบ้าน ...ทุกๆ วันจะต้องทำอย่างนั้น
การผลิตในข่ายธุรกิจ 2 ประเภทที่กล่าวมา หากต้องการๆ รับรองระดับมาตรฐานสากล จะถูกกำหนดเรื่อง Uniform ควบคู่ในการผลิตไว้ด้วย
ผู้เขียนเห็นว่าธุรกิจระดับ SME บ้านเราทั่วๆ ไป  เช่น ที่หมู่บ้านทำขนมไทยที่ขึ้นชื่อบางแห่งในเขตปริมณฑล นักท่องเที่ยวไปเที่ยวแล้วแวะซื้อขนมกันวันละเป็นพันคน ที่หน้าร้านขายขนมมีขนมวางขายสวยงามน่าซื้อ แต่ที่ในร้านในส่วนที่กำลังทำขนมอยู่นั้น มีชายใส่กางเกงมวยขาสั้น ใส่เสื้อกล้าม กวนขนมจนเหงื่อไหลไคลย้อยและมีแมลงบินตอมขนมหวานกันว่อน อยากให้ผู้ผลิตเหล่านั้นเห็นความสำคัญในเรื่อง Uniform ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างมาให้เห็นในตอนนี้ หากนำไปใช้บ้าง เช่นแต่งให้ดูเป็นไทยๆ สบายๆ ก็จะยกระดับสินค้าขึ้นมาได้อีกมาก และนำไปเป็นจุดขายได้อย่างดีเชียวค่ะ
อยากให้ลองทำดูนะคะ...

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์