สิ่งที่ทำให้องค์กรให้ดูดี (3) : Uniform ต้องเป็น Uniform พนักงานที่ชอบแก้ไขปรับเปลี่ยน Uniform คือพนักงานที่ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร
สิ่งที่ทำให้องค์กรให้ดูดี (3) : Uniform ต้องเป็น Uniform พนักงานที่ชอบแก้ไขปรับเปลี่ยน Uniform คือพนักงานที่ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร

โดย : -

update : 28 ตุลาคม 2558 15:10
ISBN : -


สิ่งที่ทำให้องค์กรให้ดูดี (3) : Uniform ต้องเป็น Uniform พนักงานที่ชอบแก้ไขปรับเปลี่ยน Uniform คือพนักงานที่ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร


พนักงานบางคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด หรือพนักงานที่มีความคิดพลิ้วไหวไปกับแฟชั่นตลอดเวลา แยกไม่ออกว่าอะไรคือ Uniform อะไรคือการแต่งกายตามแฟชั่นทั่วไป  มักเกิดอุบัติการณ์ทางความคิดขึ้นมาว่า Uniform ที่ตนเองใส่นั้นไม่งามพอ ไม่เป็นไปตามสมัยนิยม จึงไปเอา Uniform มาแก้ไขไปตามที่ตนเองคิดว่างาม
ลึกๆ แล้ว พนักงานเหล่านี้รู้ว่าตัวเองทำผิด แต่ก็มีความกล้าและมั่นใจที่จะทำ  ที่แย่คือตนเองไม่ได้มีความคิดที่มองไกลออกไปว่า สิ่งที่ตนเองทำจะส่งผลลับมายังองค์กรในภาพรวมอย่างไรบ้าง พนักงานประเภทนี้ชอบสร้างปรากฎการณ์ให้ตนเองมีสีสันและเป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับเพื่อนพนักงานอยู่เสมอ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอกค่ะ ก็มักจะเป็นคนหน้าเดิมรายเดิมทุกครั้ง พนักงานเหล่านี้จะมีความสุข หากทำให้ตนเองดูแปลกตาไปจากเพื่อนพนักงานคนอื่น  ...และความสุขอย่างหนึ่งคือการแสดงออกโดยผ่านทางการแก้ไข Uniform  
พนักงานองค์กรพวกนี้ที่จริงแล้วโดยธรรมชาติเป็นคนที่คิดนอกกรอบและมีความคิดสร้างสรรค์ดีเยี่ยม แต่เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ถูกเรื่องและผิดที่ ...ฝ่ายบริหารสามารถนำพนักงานเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นได้ แต่ในเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้เลยตามเลย
ภาพที่พบเห็นได้บ่อยจากพนักงานเหล่านี้คือ ...ผู้ชายไปแก้เสื้อให้รัดรูปและกางเกงให้ขาลีบ เป็นพวกที่ต้องการให้เห็นร่างและมัดกล้ามที่ตนเองไป Built มาจาก Fitness ส่วนผู้หญิงบางรายจะแก้ชายกระโปรงให้สั้นขึ้นมา เพราะนึกว่าตัวเองมี สะโพกและช่วงขาสวยเซ็กซี่จนทนเก็บไว้ดูคนเดียวไม่ไหว  บางรายใจกล้าถึงขนาดแก้ชายกระโปรงให้สั้นจนเหลืออีกคืบก็จะถึงจิ๋ม...(ขอโทษค่ะ ประมาณนั้นจริงๆ)
 แค่ Uniform ที่เป็นเสื้อผ้าไม่พอ ยังลามไปถึงการย้อมผมสีแปลกๆ  ป้าย Eye Shadow ด้วยสีหนักมีเลื่อมเรืองแสง Paint เล็บเป็นรูปคิกขุต่างๆ และอาจมีรอยสักซุกไว้ตรงโน้นตรงนี้ ฯลฯ
หากองค์กรไหนไม่เข้มงวด เราก็จะเห็นคนแต่งกายแปลกๆ   มีภาพคนเหล่านี้อยู่จำนวนมาก  เพราะคงอยู่กันจนยอมรับเรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูกไปแล้ว แต่องค์กรไหนมีความเข้มงวดเราก็จะเห็นว่าคนจะแต่งกายอยู่ในมาตรฐานเดียวกันหมด
ตอนนี้ผู้เขียนขอถามว่า ...แล้วท่านคิดว่า  อย่างไหนคือสิ่งที่ดี ?
ท่านเคยคิดไกลไปจากภาพที่เห็นบ้างหรือไม่ว่า องค์กรที่มีพนักงานแต่งกายผิดเพี้ยนไปจาก Uniform ที่กำหนดให้ กับองค์กรที่พนักงานแต่งกายในมาตรฐานของ Uniform เดียวกันทั้งหมด ...องค์กรไหนจะน่าเชื่อถือมากกว่ากัน (Which organization is  more reliable? )
ขอเรียนว่า Reliability ...ความน่าเชื่อถือ เป็นหัวใจในทุกธุรกรรม ...พนักงานยังแต่งตัวกันสะเปะสะปะควบคุมกันไม่ได้ แล้วจะไปสร้างธุรกรรมให้มีมาตรฐานได้อย่างไร ? ... เราจะหาคุณภาพจากองค์กรที่พนักงานยังแต่งตัวไปคนละทิศคนละทางได้หรือ ?  ฯลฯ
อุบัติการณ์เกี่ยวกับการแก้ไข Uniform ของพนักงานบางคนหรือไม่กี่คน สร้างความปวดหัวให้กับองค์กรมาก เพราะพนักงานบางคนดูตั้งแต่หัวถึงเท้า ผิดเพี้ยนจาก Uniform ที่วางไว้เกือบหมด แต่แปลกที่องค์กรทั่วไปมักเห็นว่า  โทษของคนที่ไม่แต่งกายตาม Uniform เป็นความผิดลหุโทษ เป็นเรื่องเล็กน้อย หัวหน้ามักปิดตาสักข้างหรือทำเป็นมองไม่เห็น และมักใช้การตักเตือนไม่ลงโทษขั้นรุนแรง หรือสวยเซ็กซี่จนไม่กล้าเตือนไม่กล้าลงโทษ
ผู้เขียนได้ไปจัดคอร์สฝึกอบรมเรื่อง “บุคลิกภาพของผู้บริหารและพนักงาน” อยู่เสมอ เหตุผลลึกๆ ที่บางองค์กรให้ไปทำคอร์สนี้ เพราะการขายของเฟิร์สคลาสต้องทำให้บุคลากรต้องดูดีควบคู่กันไป ผู้บริหารระดับสูงในบางองค์กรพูดเองไม่ออก ผู้เขียนจึงจัดหลักสูตรเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและเห็นคุณค่าในเรื่องการแต่งกายที่ดูดีให้เรียนกัน มีหลายแห่งที่ผู้บริหารระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่และระดับผู้อำนวยการมาร่วมเข้าคอร์สและทำ Workshop กับพนักงานทั่วไปด้วย ...สนุกเชียวค่ะ
ที่องค์กรแห่งหนึ่งในการบรรยายเรื่อง “บุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับ” หัวหน้าฯ ท่านหนึ่งได้สนทนากับผู้เขียนตอนพักให้พนักงานรับประทานของว่างและเข้าห้องน้ำในช่วงบ่ายว่า
 “อาจารย์ครับ... พนักงานแต่งตัวจี๊ดๆ เป็นลูกกวาดนี้ดๆ ...ผมว่าก็ดูเป็นสีสันในที่ทำงานดีนะครับ”
ผู้เขียนตอบไปว่า “ท่านขา... หากเราคิดอย่างนั้น ผู้บริหารก็ต้องไปตกลงกันเสียก่อน  ให้เป็นนโยบายที่แน่ชัดว่า ...เอาอย่างนี้แน่นะ ก็ทำให้เป็นลูกกวาดมีสีสันให้เต็มบริษัท ให้แปลกตาสุดๆ ไปเลย”
ผู้เขียนไม่ได้ตอบแบบประชดหรือแดกดันแต่อย่างใด   แต่นั่นคือวิถีทางหรือนโยบายที่ชัดเจนในเรื่อง Uniform ขององค์กรจากฝ่ายบริหาร แนวคิดการแต่งกายให้จี๊ดๆ เป็นลูกกวาดนี้ดๆ ก็เป็น Uniform เช่นกัน แต่ต้องเป็นข้อกำหนด Uniform ที่ชัดเจน “ท่านไม่ผิดเลยค่ะที่คิดอย่างนั้น และเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมากด้วยซ้ำ แต่หากทำอย่างนั้นผู้บริหารน่าจะทำให้มีลูกกวาดสีจี๊ดจ๊าดเต็มขวดโหลให้เป็น M&M ไปเลยค่ะ อย่าให้มีลูกกวาดมีสีจี๊ดๆ ปนอยู่แค่เม็ดสองเม็ด เพราะดูแล้วแปลกๆ ค่ะ...”
ในส่วนพนักงานที่แต่งกายผิด เพี้ยนจาก Uniform นั้น เกือบร้อยทั้งร้อย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจทั้งนั้นว่าตัวเองแต่งกายผิด และเป็นการทำลายองค์กรโดยเจตนา  แต่เมื่อใดที่ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือน ก็จะแสดงความไม่พอใจ หรือต่อต้านอยู่ในความคิด เพราะในใจนั้นดื้อดึงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก พวกหัวหน้าซื่อบื้อ ควรเอาสมองไปสนใจเเรื่องใหญ่ๆ มากว่ามาวัดชายกระโปรงลูกน้อง  หากพนักงานที่ทำผิดเป็นดาราในหมู่พนักงาน หรือมีเพื่อนฝูงเยอะ รับรองว่าไม่กี่วันหัวหน้าจะถูกสับยับเยินใน Facebook กลายเป็น Mickey Mouse หรืออาจถึงขนาดเปลี่ยน Species ไปได้โดยง่าย ...ขืนซ่าอีกพวกกูจะส่งไปฝังทั้งเป็น  กลายเป็นผีดิบมีชื่อใน Wikipedia Encyclopedia ไปเลย
การจะให้พนักงานมี Uniform หรือไม่ เป็นเรื่องที่องค์กรต้องเลือกตัดสินใจเสียตั้งแต่ทีแรก  หากองค์กรใดไม่ต้องการให้พนักงานของตนแต่งกายด้วย Uniform ก็แล้วไปก็ง่ายและสะดวกดี แต่หากองค์กรใดต้องการให้พนักงานแต่งกายด้วย Uniform ในการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ต้องชี้แจงให้พนักงานได้ทราบถึงเหตุผลของการมี Uniform ให้พนักงานเข้าใจกันชัดเจนเสียก่อนว่า Uniform คือความเป็นอัตลักษณ์และเป็นภาพสาธารณะ ... Uniform ต้องเป็น Uniform คือเป็นรูปแบบเดียว ไม่มีการดัดแปลง และไม่มีการยกเว้นโน่นเว้นนี่ให้กับพนักงานคนใด
เพราะ Uniform นอกจากจะแสดงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์องค์กรแล้ว ต้องไม่ลืมบอกว่า Uniform คือตัวบอกเล่าถึง  “มาตรฐานและ ความน่าเชื่อถือ (Standard & Reliability)”  ในการทำงานขององค์กรด้วย   ขอย้ำว่า “ความน่าเชื่อถือ” เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ...เพราะ “ความน่าเชื่อถือ” เป็นหัวใจของทุกธุรกรรมและองค์กร และ “ความน่าเชื่อถือ” เป็นสิ่งที่คนทั่วไปตัดสินด้วยความรู้สึกผ่าน Uniform พนักงานที่แสดงเป็นภาพปรากฎในที่สาธารณะให้พบเห็นได้
การป้องกันไม่ให้ทำผิดในเรื่องการแต่ง Uniform ต้องทำความเข้าใจกับพนักงานตั้งแต่เริ่มแรก  วันแรก  และต้องมีข้อกำหนดที่ชัดเจนอยู่ในระเบียบปฏิบัติของพนักงานให้รับทราบกันโดยทั่วไปว่า...
“พนักงานต้องไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเครื่องแบบจากแบบที่บริษัทกำหนดเป็นมาตรฐานไว้”
องค์กรใดที่ยังไม่มีข้อนี้ ก็เร่งไปแก้ไขเพิ่มเติมเสีย เพราะจะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน แล้วแพ้พนักงานให้อับอายขายหน้าภายหลัง... อ่านจบแล้วรีบไปแก้ไขทันทีเลยค่ะ..
 

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์