สงขลาสู่เมืองมรดกโลก
สงขลาสู่เมืองมรดกโลก

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 22 มิถุนายน 2560 14:12
ISBN : -


สงขลาสู่เมืองมรดกโลก


ภาคีคนรักเมืองสงขลาได้ประกาศ ตั้งเป้าหมายให้สงขลาเป็นเมืองมรดกโลกอย่างมุ่งมั่น เพราะ George Town (ปีนัง) และ Melaka ในมาเลเซียที่ข้ามชายแดนไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง UNESCO ได้ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกไป 11 ปี แล้ว
      เมื่อสงขลาหันมาพิจารณาตัวเองก็เห็นว่าเขาเป็นเมืองที่มีอดีตในหลายห้วงเวลา สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม   ที่ยังหายใจอยู่ ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าเมืองเหล่านั้นในมาเลเซีย จึงชวนกันลงเงินลงแรงทำงานเพื่อจะก้าวไปสู่จุดนั้น
      สงขลาหรือเมืองบ่อยางเดิมเป็นเมืองพหุสังคมที่มีทั้งคนไทย มุสลิม และจีน มาอยู่ร่วมกัน คนจีน ที่อพยพมาอยู่สงขลาช่วงธนบุรีและต้นรัตโกสินทร์เป็นพลวัตแรงงานที่สำคัญและทำให้เกิดตัวเมืองสงขลาชัดเจนขึ้น ต่อมาคนจีนก็ได้ทิ้งสถาปัตยกรรมจีน ในสงขลาตั้งแต่จวนข้าหลวงไปถึงห้องแถวไว้มากมาย
      แต่เมื่อตำบลโคกเสม็ดชุนได้กลายเป็นอำเภอหาดใหญ่และ
เป็นชุมทางของเส้นทางโลจิสติกส์ลงไปเชื่อมกับประเทศ Malaya หาดใหญ่ก็กลายเป็น Boom Town แล้วชิงความสำคัญจากตัวจังหวัดสงขลาไป สงขลาค่อย ๆ กลายเป็นเหมือนกับเมืองที่ถูกทิ้ง
      ปัจจุบันด่านที่สะเดาที่เข้ามายังหาดใหญ่กลายเป็นด่านที่
ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท และยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านด่านนี้เข้ามาในประเทศไทยไม่
น้อยกว่า 2 ล้านคนต่อปี 
       ถึงวันสุดสัปดาห์หาดใหญ่จะแน่นไปด้วยคนมาเลเซียที่เข้ามาเที่ยว และโดยเฉพาะหน้าเทศกาลสงกรานต์ ทั้งด่านสะเดาและเมืองหาดใหญ่แน่นแทบแตก
      แต่ตัวจังหวัดสงขลากลับเงียบสงบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป็น Boom Town เหมือนหาดใหญ่เลยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
      โชคดีเหลือเกิน.... ที่ความเงียบสงบ สามารถเก็บสงขลาไว้เป็นเมืองเก่าไม่ให้ถูกรื้อแล้วกลายเป็นศูนย์การค้าเหมือนหาดใหญ่ สงขลาจึงยังมีอาคารและงานสถาปัตยกรรมอายุ 60-100 กว่าปีอยู่มากมาย
      อาคารสูงที่สุดในตัวเทศบาลเมืองสงขลาในวันนี้มีอยู่เพียง
แห่งเดียวที่สูง 7 ชั้น ซึ่งเหมือนกับหอคอยกลางเมือง นอกนั้นเทศบาลได้ควบคุมความสูงของอาคารไว้หมด
      ภาพจาก Drone ทำให้เห็นบ้านเก่าย่านถนนนครนอก นครในและถนนนางงามหลายหลังมีหลังคาจีนที่มุงด้วยกระเบื้อง
แดงที่ทำจากเกาะยอนั้นงามนัก
      เมืองสงขลามีความขลังในตัวเอง และตอนนี้ คนสงขลากำลังค้นหาตัวเองหลังจากที่เพิกเฉยมานาน
      พระเจ้าแผ่นดินของเราเสียอีกที่ทรงรู้จักแม้กระทั่งถนนบาง
สายของสงขลา ...ในพระราชหัตถเลขาของ ร.5 ช่วงที่ทรงพำนักที่เมือง Sanremo (San Remo) เมืองชายแดนอิตาลีใกล้ฝรั่งเศสและโมนาโค ทรงเปรียบเทียบความหมายของคำว่า “Riviera” กับชื่อถนน “ปละท่า” เมืองสงขลา ฯลฯ
      สงขลาไม่มีโรงแรมใหญ่เพราะคนจะพักที่หาดใหญ่ แล้วเดินทางมาเที่ยวสงขลาซึ่งห่างเพียง 30 ก.ม.
      แต่เมื่อสงขลาปรับตัว ก็เริ่มมีคนมาเที่ยวและพักที่สงขลา ต่อไปคนมาเที่ยวสงขลาน่าจะคล้าย ๆ คนไปเที่ยว น่าน หรืออัมพวา ซึ่งจะต้องการที่พักประเภท Boutique Hotel มากกว่า
      ขณะนี้ก็เห็นมี Boutique Hotel ชื่อ “บ้านในนคร” และ “สงขลาแต่แรก” ที่เปิดตัวขึ้นมาแล้ว ...น่าพักเชียวค่ะ ต่อไปอาจจะมีธุรกิจโฮมสเตย์ขึ้นที่สงขลา
      สมัยนี้ศิลปวัฒนธรรมนั้นมีราคา และราคาแพงเสียด้วย
      หากการทำงานของภาคีคนรักเมืองสงขลาสำเร็จ สิ่งที่ตามมาคือเมืองสงขลาจะเปลี่ยนบทบาทจากเมืองที่เคยหลับ
ไหลกลายมาเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ
ในภูมิภาคอาเชียนขึ้นมาทันที
      ขอย้ำว่า...  “ในอาเชียน” ค่ะ
      ตอนนี้สงขลากำลังเดินหน้าฟื้นเรื่องราวและพื้นที่ในอดีตมาชำระให้ถูกต้องและชัดเจน
      กรมศิลปากรกำลังขุดแนวกำแพงเมืองเก่า
      เขากำลังจะนำสายไฟฟ้าที่ถนนบางสายลงดิน จวนข้าหลวงเก่าสงขลาซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ขณะนี้เป็นอาคารเก่าทรงจีนขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์และสวยที่สุดในอาเชียน ทางภาคี ฯ กำลังขอคืนพื้นที่อาคารพาณิชย์ หน้าจวน ฯ   เพื่อเปิดโล่งให้ได้พื้นที่สีเขียวออกไปเชื่อมกับทะเลสาป ซึ่งจะทำให้จวน ฯ เก่า สง่างามโดดเด่นขึ้นไปอีก 
      แต่สงขลาต้องดูแลระบบจอดรถยนตร์ในเมืองเพราะ ถนนในเมืองเก่านั้นแคบ ต้องทำอะไรสักอย่างที่แก้ปัญหานี้ ขอแนะนำให้ศึกษาแบบญี่ปุ่น 
       คนสงขลาใช้ชีวิตแบบพื้น ๆ พวกเขานั่งกินอาหารในร้านข้างทางแบบง่าย ๆ
      เชื่อไหมคะว่า... ร้านอาหารในตัวเมืองสงขลามีติดแอร์ ฯ อยู่เพียงร้านเดียว ร้านอาหารที่ดังมาตั้งแต่รุ่นปู่มักจะมีแค่พัดลมติดเพดาน ซึ่งเหมือนกับปีนังเลยค่ะ
      คนสงขลาอยู่ในพหุสังคมที่เป็นรูปแบบของตัวเอง
      คนมุสลิมขายข้าวมันไก่ คนจีนขายโรตี
      ไอติมยิว(จิว)ไข่สดใส่ถ้วยแบบโอ่ง
      ซาลาเปาร้านดังในสงขลาลูกเดียวมีขนาดใหญ่เท่ากับที่
กรุงเทพฯ ขาย 4-5 ลูก
      ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ศาลหลักเมืองต้องมุดเข้าไปนั่งกินใต้ถุน
โรงงิ้ว
 
      หนมหวัก(หาดใหญ่) และหนมกระบอก(น้ำน้อย) นั้นคืออาหารกินเล่นที่เกิดขึ้นในจังหวัดสงขลา
      สุเหร่าของมุสลิมในสงขลาเป็นสุเหร่าที่มีงานสถาปัตยกรรม เหมือนกับวิหารที่วัด(พุทธ)มัชฌิมาวาส เพราะ ร.5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นพร้อมกัน พระองค์ยังพระราชทานเงินให้ซื้อ โคมระย้าติดภายใน และเสด็จเยี่ยมสุเหร่านี้ถึง 2 ครั้ง  เมื่อ ร.6 เสด็จประพาสสงขลาก็ได้เสด็จไปเยี่ยมด้วย
      ยังมีงานอีกมากพอสมควรสำหรับภาคีคนรักเมืองสงขลาที่จะต้องทำเพื่อจะไปให้ถึงฝั่งฝัน ตอนนี้พวกเขาวุ่นกันน่าดู แต่พวกเขาก็ทำงานมาได้ส่วนหนึ่งแล้วอย่างน่าชื่นชมในเวลาที่เร็วมาก  
      ขณะนี้นักวิชาการทั้งจากที่สงขลาและจากทางกรุงเทพ ฯ มาร่วมมือกับภาคธุรกิจสงขลาเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อจะผลัก
ดันให้สงขลาสู่เมืองมรดกโลก ซึ่งจะทำให้ สามารถฟื้นอดีตให้สงขลาน่าสนใจและน่าเรียนรู้ไม่น้อยไปกว่า George Town (ปีนัง) หรือ Melaka
      การทำให้ภูมิสถานของตนเองสามารถ บอกถึงอัตลักษณ์เรียกคนให้มาเยือน ได้เห็นคุณค่าและชื่นชม จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยโดยรวม
      ซึ่งจะส่งประโยขน์ให้กับภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจ SME ที่เกี่ยวข้องกับสงขลาเกิดขึ้นอีกมากมาย
      (พบกันวันเสาร์หน้าค่ะ)

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์