เส้นทางสายไหมใหม่
เส้นทางสายไหมใหม่

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 31 พฤษภาคม 2560 13:47
ISBN : -


เส้นทางสายไหมใหม่


โครงการ One belt, One Road (OBOR) เป็นการทำงานใหญ่ของจีนอย่างมีจินตนาการและเป็นระบบอย่างยิ่ง 
       ที่จีนจัดการประชุม OBOR ในปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 ที่ผ่านมานี้ ความจริงนั้นจีนได้วางแผนทำเรื่องนี้ ที่มีขั้นตอนและได้ลงมือทำหลายอย่างไปล่วงหน้าตั้งนานแล้ว
       จีนเอาจริงเอาจังกับงานนี้มาก จีนโน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมมือกันในภาคี OBOR และแสดงให้เห็น
ภาพชัดเจนว่า
      ใครเข้ามาร่วมในโครงการนี้ต่างก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ได้....
(แต่ประเทศที่ได้มากที่สุดนั้นแน่นอนว่าเป็นจีน)
ใครเพิ่งจะมาคิดทำโครงการทำนองนี้ก็ตามจีนไม่ทันและไม่มีศักยภาพเท่าจีนหรอก   
      เมื่อพูดถึงเส้นทางสายไหม ขอเท้าความกลับไปถึงเส้นทางสายไหมในอดีตสักหน่อย
เพราะคนมักจะนึกถึงเส้นทางสายนี้แบบกึ่งจริงกึ่งฝัน   
       ความจริงแล้วในอดีตที่ไม่ได้มีคำเรียกเส้นทางเส้นนี้ว่า Silk Road ค่ะ แต่เรียกเป็นชื่อโน่นนี่ตามภาษาท้องถิ่นต่อกันไปเป็นช่วง ๆ 
แต่เมื่อร้อยกว่าปีมานี้ นักเดินทางเยอรมันคนหนึ่งเริ่มเรียกถนนสายนี้ว่า "Seidenstraßen" ซึ่งแปลว่า Silk Road หรือ Silk Route หรือ "ถนนสายไหม" 
      อันเนื่องมาจาก เป็นถนนที่คนยุโรปและเอเชียใช้ค้าขายระหว่างกันมานานกว่า 600 ปีก่อน ค.ศ. และพบหลักฐานซากคนยุโรป 2 คนในเส้นทางสายนี้ ซึ่งอาจมาค้าขาย หรือถูกจับมาเป็นทาสหรือเชลย
แล้วมาเสียชีวิตกลายเป็นมัมมี่อยู่ในเส้นทางนี้ในจีน
      จีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น ราว 200 ปีก่อน ค.ศ. ได้ขยายพื้นที่จีนไปทางตะวันตกและเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Rome ขยายพื้นที่เข้ามาในเอเชีย 
      พวก Roman จึงได้รู้จักและชื่นขอบผ้าไหมจากเอเชีย ส่งคนมาในเส้นทางนี้เพื่อค้นหา "คนทำไหม"
แต่ก็ล้มเหลว เพราะพ่อค้ารับผ้าไหมมาหลายทอด ทำให้ไม่อาจรู้ที่ผลิตที่แน่นอนได้  
      และ Silk Road ไม่ได้เป็นเส้นทางเพียงสายเดียว แต่กลับเป็นเส้นทางแยกย่อยไปมากมาย 
Silk Road ที่เชื่อมระหว่างจีนกับยุโรปต้องผ่านเทือกเขาสูง ช่องเขาที่หิมะปิดเส้นทางตอนหน้าหนาว เมื่อผ่านออกไปก็มีทั้งทะเลทราย ความกันดาร แต่หลายพื้นที่ ๆ ก็
มีธรรมชาติงามประทับใจ
     เส้นทางสายไหมทางบกลดบทบาทลงไปเมื่อโปรตุเกสพบเส้นทางเดินเรือจากยุโรปมาเอเชียราว 500 กว่าปีมานี้ ทำให้เส้นทางการค้า ยุโรป-เอเชีย ย้ายลงไปในทะเลแทน
 กลายเป็น ...เส้นทางสายไหมทางทะเล
มันทำให้เมืองคอนสแตนติโนเปิลและเวนิสจบความยิ่งใหญ่ทางการค้าลงทันที
และเส้นทางสายไหมบนบกก็กลายเป็นตำนาน ที่เหมือนกับเป็นเรื่องกึ่งจริงกึ่งฝัน
      แต่ ในความเป็นจริงนั้นคนท้องถิ่นยังใช้เส้นทางเหล่านั้นอยู่  
ในวันนี้ ...
หลังจากที่เส้นทางสายไหมซบเซาไปราว 500 ปี จีนได้ชุบชีวิตเส้นทางสายไหม เพื่อเป็นเส้นทางสำหรับขนสินค้าอีกครั้ง และได้ ขยายมิติของเส้นทางให้กว้างออกไปเป็นแถบคาดกลางทวีปเอเชียเพื่อให้ตอบสนองการขนส่งสินค้าเพื่อให้มีผลไปทั่วโลก
      โดยเรียกโครงการนี้ว่า One Belt, One Road จีนเชิญหลายประเทศให้เข้ามาร่วมโครงการ แต่ประเทศในกลุ่มประเทศในยุโรปส่วนหนึ่งดูเหมือนว่ายังไม่ศรัทธาต่อโครงการนี้
      เส้นทางสายไหมในโครงการ One Belt, One Road เป็นแถบเส้นทางเพื่อจัดระบบ Logistics ใหม่ทั้งทาง ทะเล
และอากาศ
ในแถบเส้นทางบนบกนั้น จีนทำระบบรางและปรับปรุงถนนที่รองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้
ขณะที่จีนจัดพิธีเชิญชาติต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมโครงการ One Belt, One Road ที่ปักกิ่งนั้น จีนประสบความสำเร็จากการขนส่งด้วยระบบรางจากจีนไปยุโรป โดยรถไฟจีนได้ขนสินค้าจากจีนเข้าไปยังยุโรปอย่างเป็นล่ำเป็นสันหลายปีแล้ว ซึ่งตามที่เรียนไว้ว่าจีนไม่ได้เพิ่งเริ่มทำงานนี้
และความสำเร็จอีกครั้งหนึ่้งที่จีนนำมาโหมโรงเมื่อต้นปีนี้ คือจีนใช้หัวรถจักรลากตู้สินค้า 44 ตู้ วิ่งจากฝั่งตะวันออกของจีนผ่านประเทศตัวเองออกไปผ่านประเทศ คาซักสถาน รัสเซีย เบลารุส โปแลนด์ เยอรมันนี เบลเบี่ยม ฝรั่งเศส และตู้สินค้าส่วนหนึ่งไปไกลถึงเกาะอังกฤษเป็นครั้งแรก
      ที่เราสงสัยว่าสินค้าจีนเข้าไปวางขายเต็มตลาดในยุโรปได้อย่างไร ก็ต้องตอบว่า ส่วนใหญ่มาจากการจัดส่งด้วยระบบรางที่ทรงอานุภาพของเส้นทางสายไหมนี่แหละค่ะ
ระบบรางในเส้นทางสายไหมใหม่ของจีนสามารถขนส่งสินค้าระยะทางไกล 12,000 ก.ม.ใช้เวลาเพียง 2 อาทิตย์   สั้นกว่าการขนส่งทางเรือถึง 2 สัปดาห์ และราคาถูกหายห่วง
ต่อไปนี้อังกฤษจะเป็นตลาดปล่อยสินค้าของจีนที่เติบโตเพิ่มขึ้นอีกมาก จีนนั้นดีใจมาตั้งแต่อังกฤษผ่านกระบวนการ Brexit เพราะจะตกลงทางการค้ากับอังกฤษง่ายขึ้นมาก
      รถไฟสินค้าจีนยังวิ่งลงไปถึงอิตาลีและสเปนด้วย จีนยังเดินหน้าจะเปิดจุดหมาย เพื่อการขนส่งขนตู้สินค้าทางรางเข้าประเทศในยุโรปเพิ่มอีกราว 20 ประเทศเร็ว ๆ นี้
      จีนเรียกการขนส่งสินค้าระบบรางไปยุโรปของตนว่า
      New Silk Route....
      นั่นคือมิติการขนส่งทางรางในการพลิกฟื้นเส้นทางสายไหมเพื่อการค้าในระบบรางที่เป็นอยู่ ณ วันนี้
      นี่เป็นตัวอย่างการขยายตัวของการขนส่ง ของแถบเส้นทางสายไหมส่วนหนึ่งที่นำร่องของจีนด้วยระบบราง
และเราจะไปรู้จักกับการขนส่งสินค้าของแถบเส้นทางสายไหมด้วยทางรถยนตร์กันต่อ
 
(พบกันวันเสาร์หน้าค่ะ)

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์