One belt, One road
One belt, One road

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 19 พฤษภาคม 2560 14:34
ISBN : -


One belt, One road


ข่าวสำคัญในช่วงวันที่ 14-15 พ.ค. ที่ผ่านมา คือ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ดำเนินการเป็นเจ้าภาพจัด Belt and Road Forum ที่ปักกิ่ง
งานนี้ใช้ชื่อว่า Belt and Road Forum แต่ชื่อเดิมที่จีนคิด และปล่อยกันออกมา สร้างกระแสเรียกความสนใจก่อนนั้นใช้ชื่อว่า One belt, One road   ซึ่งบอกว่าเป็นการฟื้นเส้นทางสายไหมที่เป็นเส้นทางการค้า เดิมทั้งทางบกและทางมหาสมุทรขึ้นมาอีกครั้ง
      ในเนื้อหาที่เป็นจริงนั้น จีนต้องการให้เกิดการร่วมมือทางการค้าที่กินพื้นที่ไปทั่วโลก ทั้งการพัฒนาเส้นทางการค้าให้เชื่อมต่อกันและ ข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน
      จีนก็เข้าไปร่วมมือทางการเงินในโครงการขั้นต้น ผ่านธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) จัดหาเงินกู้กว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์แก่ 9 โครงการในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมโครงการริเริ่ม ซึ่งจีนเรียกว่า... กองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund) 
      จีนได้ทำงานนี้ล่วงหน้ามาไม่ต่ำกว่า 4 ปี งานหลายส่วนในหลายพื้นที่ในโลกเดินหน้าไปมากแล้ว เช่น  การขยายเส้นทางสายไหมทั้งในปากีสถานและในจีนเพิ่มหลายจุด การสร้างเส้นทางในลาว วางระบบรางลงมาแหลมอินโดจีนยาว 867 ก.ม. ฯลฯ
      หลังการประชุมครั้งนี้สิ้นสุดลงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวปิดงานว่าได้รับความสำเร็จอย่างดีและเจอกันใหม่ในการประชุมครั้งค่อไปในอีก 2 ปี ข้างหน้า
       แรกทีเดียวสำนักข่าวใหญ่ยุโรปแห่งหนึ่ง เขียนสำทับงานนี้อย่างดูแคลนตั้งแต่ยังไม่เริ่มว่า ...
      “ฤาเส้นทางสายไหมจะเป็นเพียงนิทานก่อนนอนเรื่องหนึ่งของจีน ... เขาจะก้าวขึ้นเวทีในฐานะหัวหน้านักเล่านิทาน ในเวทีข้อริเริ่มเส้นทางสายไหมฯ นับเป็นจังหวะที่ดีของจีน เพราะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป หรือ อียู ต่างก็ไม่มีเรื่องเล่าระดับโลกมาเล่าแข่ง"”
      ฟังแล้วจุกในอกหายใจไม่เข้าค่ะ...
      เหมือนกับว่า...  ตอนนี้ อเมริกา กับ อียู เงียบ ๆ ตัวเองมาทำข่าวก็คิดเสียว่า มานั่งฟัง สี จิ้นผิง ขายฝัน ดีกว่าอยู่เปล่า ๆ
      ประมาณนั้น...
      เราต้องถามตัวเองค่ะว่า  จีนคิดอะไรในใจจึงไปปลุกเอาคำว่า “เส้นทางสายไหม” ให้คืนชีพมาอีกครั้ง
      ก็เพราะเส้นทางสายไหมในความเป็นจริงนั้นครึ่งหนึ่งอยู่ในจีน จีนนั้นได้ประโยชน์จากงานนี้เต็ม ๆ  แต่หากปรุงแต่งให้เป็นเส้นทางนานาชาติสมบูรณ์ได้ตลอดเส้นทาง เป็นแถบเส้นทางที่หลายประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล สินค้าจีนจะผ่านออกไปในเส้นทางสายนี้ได้เพิ่มมากขึ้น จีนก็จะฟูเฟื่องเรืองรุ่งหนักขึ้นไปอีก
      แถบเส้นทางสายไหมนั้นหากวิ่งจากยุโรปมาเอเชียก็จะเริ่มจากประเทศ ตุรกี จากนั้นก็ผ่าน อิหร่านหรือเปอร์เซียเดิม แล้วก็ไปผ่าน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ผ่านช่องเขาในเทือกเขา Hindu Kush / Himalaya และ Karakoram
      แล้วไปยังเมือง Kaskar ที่ริมทะเลทราย Takla Makan ในมณฑลซินเกียงในจีน จากนั้นก็แยกไปทั่วจีน
      เส้นทางสายไหมเป็น One Belt แต่ในความจริงนั้นไม่ใช่ One Road หรอกค่ะ
      ความหมาย One Road ที่จีนใช้เรียกในที่นี้อาจแทนค่าแนวเส้นทางหลัก
      เส้นทางสายไหมในความเป็นจริงเป็น Many Roads เป็นถนนเครือข่ายที่แยกออกไปเป็นจำนวนมากหลายสิบสาย ซึ่งจีนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า เส้นทางสายไหมมากมาย โดยเฉพาะที่อยู่ในเอเชียกลางก่อนจะเข้ามาในจีน หากปรับให้เป็นเส้นทางในระบบโลจิสติกส์ทางการค้าที่สมบูรณ์แล้ว หลายประเทศจะได้รับประโยชน์โดยตรง
      ซึ่งก็นับตั้งแค่พื้นที่ชายขอบทะเลเมดีเตอเรเนียน จาก ประเทศตุรกีเป็นต้นมา ซึ่งก็หมายถึง อิหร่าน คีร์กีซสถาน เติร์กเมนิสถาน คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน ฯลฯ 
      ใน Belt and Road Forum จีนให้ความสำคัญกับ 2 ประเทศอย่างมาก โดยผู้ที่ร่วมกล่าวเปิดงาน คือประธานาธิบดีแอร์โดอันของตุรกีและประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย เพราะตุรกีมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดเริ่มหรือสิ้นสุดเส้นทางสายไหมชายขอบยุโรป ถ้าไม่มีตุรกีการเชื่อมระหว่างเส้นทางสายไหมของจีนก็จะส่งสินค้าเข้าไปในยุโรปไม่ได้
      ประธานาธิบดีแอร์โดอันของตุรกีจึงได้กลายเป็นคนหนึ่งที่มีภาพข่าวเผยแพร่อย่างมีนัยสำคัญในการประชุมครั้งนี้
      ส่วนอีกคนนั้นที่จีนให้ ความสำคัญมากในการประชุมครั้งนี้คือประธานาธิปดีปูตินของรัสเซีย ก็เพราะแถบเส้นทางสายไหม เป็นเส้นทางที่เชื่อมไปในพื้นที่ไซบีเรียของรัสเซีย รวมทั้งมงโกเลียซึ่งรัสเซียเคยมีบทบาททางการเมือง อีกทั้งจีนกับรัสเซียยังเป็นมิตรที่แนบแน่นและเห็นดีงามกับโครงการนี้
      ความจริงแล้วจีนได้ลงทุนในเส้นทางสายไหมมาเงียบ ๆ นานมากแล้ว คือตั้งแต่ ค.ศ. 1966  ไม่ได้เพิ่งมาทำเมื่อ 4 ปี  จีนได้สร้างถนนในแนวเส้นทางสายไหมเดิมที่ใช้กันตั้งแต่สมัยมาร์โคโพโล เพื่อใช้งานและเพื่อเข้าไปจัดการเรื่องความมั่นคงใน ซินเกียง และจีนยังเลยออกไปร่วมมือกับปากีสถานสร้างถนนต่อไปผ่านปากีสถานเพื่อไปเชื่อมกับอัฟกานิสถานที่ Khyber Pass
      เป็นถนนมิตรภาพ เรียกว่า Karakoram Highway (KKH)
      ปัจจุบันปากีสถานและจีนใช้เส้นทาง KKH ไปออกอัฟกานิสถานและ ไปขายย่านนั้น และเมื่อจีนต้องการใช้เส้นทางสายไหมให้ได้ประโยชน์กว่านี้ Belt and Road Forum จึงเกิดขึ้น
      ขณะที่นักข่าวตะวันตกยังมองจีนอย่างขำ ๆ หรือดูแคลน แต่สำหรับ สี จิ้นผิง นั้นได้โหมโรงด้วยบทที่ 1 ของ One belt, One road อย่างลุ่มลึก
      รอดูค่ะว่าจีนจะทำอะไรต่อ ลงทุนลงแรงไปแยะแล้ว
      รับรองว่า สี จิ้นผิง ไม่ทำอะไรเล่น ๆ แน่
      ใครขำก็ขำไป....
 
(พบกันวันเสาร์หน้าค่ะ)

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์