สู่สังคมเลิกใช้กระดาษ
สู่สังคมเลิกใช้กระดาษ

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 09 มกราคม 2560 09:33
ISBN : -


สู่สังคมเลิกใช้กระดาษ


หลังจากที่องค์กรใหญ่ ๆ ที่เคยใช้กระดาษกันมากมาย ปรับระบบการสื่อสารในองค์กรด้วยระบบ Internet และ Intranet ก็สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษไปได้มาก 
      มีการรณรงค์ให้งานส่วนใดที่ต้องใช้กระดาษ หากไม่เป็นทางการมากก็ให้ใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า 
      เกิดคำว่า “ใช้ 2 หน้าค่อยฆ่าทิ้ง” ไปติดไว้ใกล้เครื่องถ่ายเอกสารทั่วองค์กร... 
      ไม่นานก็เกิดวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่สร้างนิสัยการใช้กระดาษให้คุ้มค่า ส่งผลให้เกิดการประหยัดรายจ่ายขององค์กรโดยตรง
       ยุคที่สังคมเลิกใช้กระดาษที่เรียกกันว่า Paperless Society เป็นวิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1978 ในวันนี้โลกกำลังเดินใกล้ความสมบูรณ์แบบเข้าไปทุกที
      การลดหรือเลิกใช้กระดาษนั้นส่งผลถึงการลดค่าใช้จ่ายในการ จัดซื้อ จัดพิมพ์ ได้พื้นที่เพิ่มในคลังพัสดุ สำนักงานโปร่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายพนักงานเดินเอกสาร แล้วยังได้ผล CSR  ในการลดการตัดต้นไม้ ลดปริมาณขยะในโลก ลดมลภาวะจาก สี หมึกสารเคมีที่ตกค้างในกระดาษและการพิมพ์ และยังมีผลในเรื่องของคาร์บอนเครดิต   
สื่อ On-line ส่งผลทำให้ Paperless Society โดยตรง
       ไม่กี่วันมานี้ สำนักพิมพ์ Barnes & Noble ในอเมริกาประกาศวันยุติการพิมพ์หนังสือขายเป็นเล่มและจะเปลี่ยนเข้าสู่ธุรกิจ Electronic Book อย่างสมบูรณ์ สร้างความตกใจให้กับคนที่หลงใหลกับบรรยากาศในร้านของบริษัทนี้และรักหนังสือน่าอ่านของบริษัทนี้กันไปตาม ๆ กัน  
       ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะสื่อ On-line ยังทำให้ นิตยสารคู่บ้านคู่เมืองอย่าง “สกุลไทย” ต้องปิดตัวลงในการทำหนังสือที่ต่อเนื่องมา 61 ปี และนิตยสาร Image ที่ออกมา 29 ปี ต้องยุติการพิมพ์ฉบับกระดาษแล้วเปลี่ยนไปเป็น Electronic Book แทน ไปด้วยแล้ว
       โลกเคยนิยามกันว่า ปริมาณการใช้กระดาษเป็นดัชนีบอกถึงความเจริญของแต่ละประเทศ เพราะกระดาษส่วนใหญ่ได้นำไปพิมพ์หนังสือซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับตำราเรียนและการสื่อความรู้สาธารณะ
       ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อธิบายนิยามนี้ได้อย่างแท้จริง คนญี่ปุ่นเป็นนักอ่านหนังสือตัวกลั่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ผลิตหนังสือขนาดที่เหมาะกับการยืนเบียดกันในรถไฟใต้ดินแล้วสามาถเปิดอ่านได้สะดวก ร้านหนังสือในญี่ปุ่นมีหนังสือทุกแนว...
หนังสือพิมพ์กีฬารายวัน และนิตยสารแม่บ้าน นั้นถือว่าเป็นจิตวิญญาณของคนญี่ปุ่น ส่วนการ์ตูนมังหงะนั้นไม่ต้องพูดถึง เล่มหนาเป็นนิ้ว ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นหนังสือการ์ตูนที่เล่มหนากว่าที่อื่นในโลก รวมไปถึงหนังสือการ์ตูนอีโรติกหลากรส
       วันนี้...  หนังสือพิมพ์และนิตยสารในญี่ปุ่นเหล่านั้นได้ปรับไปเป็นระบบ On-line หมดแล้ว แต่ก็ยังรักษาฐานคนอ่านที่เป็นฉบับพิมพ์รูปแบบเดิมเอาไว้ 
นิตยสารผู้หญิงและนิตยสารแม่บ้านได้เปลี่ยนรูปแบบของแถมที่เคยให้จูงใจหนักมือกว่าเดิม การแถม CD/DVD นั้นล้าสมัยไปแล้ว แต่หันมาแถมกระเป๋า อุปกรณ์ทำครัว หรือแถมหนังสือพิเศษให้อีกเล่ม ฯลฯ มากับหนังสือ จนเราอาจมองได้อย่างก้ำกึ่งว่า เขากำลังขายนิตยสารแล้วแถมสินค้า หรือเขากำลังขายสินค้าแถมนิตยสารกันแน่
การเพิ่มพลังการขายด้วยของแถมทำให้สิ่งพิมพ์และนิตยสารฉบับกระดาษอยู่รอดแต่ก็ทำให้หนังสือหนาหนักต้องมีเชือกมัดไม่ให้ของแถมหลุด วางผนแผงไม่ได้ต้องนำมาวางที่พื้นซ้อนกันสูงขึ้นมาท่วมเอว ความคิดในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยยังไม่ลงตัว มันจะยังเคลื่อนไปข้างหน้าอีก ดูแล้วสนุก
การหนีไปสู่ Paperless Society เป็นการปรับเปลี่ยนตัวครั้งใหญ่อีกครั้งของมนุษยชาติ 
แล้วโลกจะเป็นไม่เหมือนอย่างที่เคยเป็นอีกแน่นอน
 
(อ่านต่อวันเสาร์หน้าค่ะ)

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์