เจาะลึกวิกฤติข่าวสารตอนที่ 3
เจาะลึกวิกฤติข่าวสารตอนที่ 3

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารในภาวะวิกฤติ กรรมการผู้อำนวยการ ใหญ่ (President) บริษัท IMAGEPOOLจำกัด

update : 20 มีนาคม 2558 10:04
ISBN : หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์


เจาะลึกวิกฤติข่าวสารตอนที่ 3


       หลังจากได้เล่าถึงวิกฤติข่าวสารที่เกี่ยวกับสายการผลิตและงานที่ไม่ได้ เกี่ยวกับสายการผลิต แต่เกี่ยวกับมนุษย์แท้ๆ ไปแล้ว ฉบับนี้จะขอเล่าถึง วิกฤติข่าวสารที่มาพร้อมๆ กับการสื่อสารที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ทุกคนใช้กันจนกลายเป็นปัจจัยหลักในชีวิตประจำวันไปโดยปริยาย

       วิกฤติ ข่าวสารที่ไม่ควรมองข้าม  ก็คือ  วิกฤติที่มาพร้อมๆกับ การตั้งกระทู้ หรือการ Post ภาพ หรือ ข้อความ  ใน facebook ,twitter , Webboard ต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า Social Network ซึ่งปัจจุบันคนทั่วโลกให้ความสนใจและมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

       สาเหตุที่จะเกิดวิกฤติข่าวสารจากสื่อประเภทนี้ก็คือ  เมื่อมีคนเข้าไป Postข้อความ  ภาพนิ่ง หรือวิดีโอคลิปเป็นที่สนใจมากขึ้นจนเป็น Talk of the town จึงทำให้สื่อมวลชนต่างๆ อยู่เฉยไม่ได้จำเป็นต้องเจาะข่าวเชิงลึก เพื่อหาข้อมูลที่แตกต่างมานำเสนอ  ซึ่งเรื่องทำนองนี้อาจเกิดในระดับบุคคล หรือระดับองค์กรก็ได้

       หากเป็นเรื่องของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักมากนักการ Post ข้อความนั้นก็จะทำให้บุคคลนั้นๆ กลายเป็นที่รู้จักขึ้นมาทันที  แต่ถ้าบุคคลนั้น เป็นผู้บริหารในองค์กรใหญ่ๆ ก็อาจจะสร้างปัญหาพัวพันมาถึงตัวองค์กร จนกลายเป็นวิกฤติขององค์กรไปได้ในที่สุด

       เรื่องที่จะต้องให้ความระมัดระวังในสื่อประเภทนี้คือ แม้ว่าข้อมูลไม่ได้ลงในสื่อหนังสือพิมพ์ แต่ก็อาจสร้างความเสียหายให้ก็องค์กรได้อย่างง่ายดายเช่นกัน ตัวอย่าง เช่นการร้องเรียนในการให้บริการขององค์กรที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  หากเคราะห์ซ้ำกรรมซัดบังเอิญมีผู้มีประสบการณ์ร่วม   เริ่มเข้ามาให้ความเห็นเพิ่มขึ้นเริ่ม ๆ แม้สื่อมวลชนไม่ได้หยิบประเด็นนี้มาเล่นข่าว  แต่องค์กรต้องระลึกไว้เสมอว่า ถ้าเกิดกระแสการร่วมแรงร่วมใจกันร้องเรียนได้มากมายขนาดนั้น ต้องมีความบกพร่องเกิดขึ้นในการให้บริการส่วนใดส่วนหนึ่งที่องค์กรได้มอง ข้ามมาตลอดเวลาก็ได้

       แต่ที่สำคัญมากที่สุด  ถ้าบังเอิญมีผู้ที่ร้องเรียนรู้จักกับนักข่าวหรือคอลัมนิสต์ หรือนักจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์  และเคยพบเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน  ก็อาจจะจุดประกายให้สื่อนั้นๆ นำมาเล่นเป็นข่าวใหญ่ได้เช่นกัน  โดยจะเห็นตัวอย่างข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ ต้นตอของภาพและข้อความก็มาจากสื่อสังคมออนไลน์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็น องค์กรที่มีชื่อเสียง  หรือเป็นองค์กรที่มีผู้บริหารเป็นผู้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักก็จะทำให้ ข่าวนั้นกลายเป็นข่าวใหญ่ได้

       เราต้องยอมรับว่าผู้บริโภคในสมัยก่อนถ้าไม่พอใจการให้บริการขององค์กรใดก็ ต้องหวานอมขมกลืน  แต่ปัจจุบันนี้ สื่ออีเล็คโทรนิคส์นี้กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ความคับข้องใจได้เป็นอย่างดี  และสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความคับข้องใจจริงๆ ของผู้บริโภคก็คือ  โดยพื้นฐานนิสัยคนไทยแล้ว  คนไทยจะไม่ชอบการเขียน  ถ้าบอกให้ร้องเรียนด้วยการเขียน เรื่องเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้รับการถ่ายทอดเพราะขี้เกียจเขียน  ดังนั้นถ้าคนไทยสามารถจะใช้ความอดทนเขียนถ่ายทอดความรู้สึกได้ยาวมากๆ แสดงว่าต้องอัดอั้นถึงที่สุด  นี่คือข้อพิสูจน์ว่า ผู้บริหารต้องไม่มองข้ามในจุดนี้  

       นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าการจุดประกายบน Webboard   จะทำให้เกิดกระแสความสนใจขึ้นมาได้ มีทั้งความแรงและรวดเร็วจริงๆ ดังนั้นเมื่อใดก็ตาม ที่มีเรื่องราวขององค์กร หรือผู้บริหารของเราไม่ว่าจะปรากฎในสื่ออีเลคโทรนิคส์ประเภทใดก็ตาม เราไม่ควรมองข้าม  สำหรับองค์กรที่มองการณ์ไกล จำเป็นต้องมีบุคลากรหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าระวังสื่อประเภทนี้ ตลอดเวลา  เพื่อว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที

       จาก 3 ตอน ที่ได้กล่าวเรื่องวิกฤติข่าวสารมานี้  สรุปได้ว่า เราจะวิเคราะห์ว่าข่าวสารที่เผยแพร่ในสื่อ ถึงขั้นวิกฤติแล้วหรือไม่  สามารถวิเคราะห์ได้จากการให้ความสำคัญของสื่อแต่ละประเภท  ว่าสื่อนั้นๆ ให้ความสำคัญอยู่ในระดับใด ได้แก่  การวิเคราะห์จากความต่อเนื่องของการนำเสนอข่าว  ความรุนแรงของการนำเสนอหรือถ่ายทอดทางตัวหนังสือหรือพฤติกรรมแฝง  ประเด็นหรือกระแสที่นำเสนอ  เป็นต้น

       ความเสียหายที่เกิดจากวิกฤติข่าวสารก็คือ จำนวนของประชาชนที่ได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนหรือสื่ออีเลคโทรนิคส์  ในแต่ละวันที่ข่าวสารปรากฎออกมา  เราไม่สามารถคำนวนได้ว่ามีใครบ้างได้เสพข่าวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว  มีคนที่เชื่อในข่าวนี้กี่เปอร์เซนต์ แต่ถ้าเป็นองค์กรนี้มีความล่อแหลมที่จะทำให้ผู้รับข่าวสารเชื่อได้ว่า ข่าวทางลบที่นำเสนอนั้นเป็นจริง จะเป็นปัญหายิ่งใหญ่ขององค์กรที่ต้องตามแก้ไขอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

       วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดคือการป้องกัน โดยการสร้างภูมิคุ้มกันไว้ล่วงหน้า  หน่วยงานควรจะมีแผนที่จะให้ความรู้  และปลูกจิตสำนึกให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีและระบบไอทีให้ทันสมัย  เพื่อจะติดตามข้อมูลข่าวสารได้อย่างไม่ตกหล่น  องค์กรจำเป็นต้องลงทุนเพื่อให้องค์กรได้ก้าวไปเท่าทันกับเทคโนโลยีที่ก้าว หนีเราไปทุกวัน  เพื่อให้เราไม่เกิดวิกฤติข่าวสารในที่สุดและที่สำคัญผู้บริหารที่ไม่เคย เหลียวมองสื่อสังคมออนไลน์ ชั่วโมงนี้ยังไม่สายที่จะศึกษาและทำความรู้จักเพราะมันไม่เพียงแค่ของเล่นคน รุ่นใหม่หรือวัยรุ่นเท่านั้น แต่เป็นอีกแหล่งต้นตอของเหตุวิกฤติข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่สร้างมา เกือบตลอดชีวิตอย่างคาดไม่ถึง!


หากองค์กรใดประสงค์จะค้นหาข้อมูล เพิ่มเติม สามารถ เยี่ยมชม Website ได้ที่
website: http://www.imagepoolwise.com
tel: 02-967-0110-2
mobile: 08-1829-3648
email: contact@imagepoolwise.com

Download:10_20100829144316_83.pdf

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์