ไหม …สร้างญี่ปุ่น (15)
ไหม …สร้างญี่ปุ่น (15)

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 30 ตุลาคม 2558 14:10
ISBN : -


ไหม …สร้างญี่ปุ่น (15)


ท่านผู้อ่านคะ... ขอถามเล่นๆ ว่า... เวลาเราส่งคนไปดูงานต่างประเทศเราเคยคิดและวางแผนเหมือนกับการเดินทางของคณะทัวร์ของญี่ปุ่นเมื่อตอนที่เริ่มเข้าสมัยเมจิอย่างนี้ไหมคะ?...
      หลังจากเปลี่ยนการปกครองจากสมัยโชกุนมาสู่สมัยเมจิเล็กน้อย ญี่ปุ่นได้ส่งคณะทูตไปสหรัฐและยุโรปอีกครั้ง ครั้งนี้ใช้เวลา 2 ปี (ค.ศ. 1871–73) ในข่ายงานรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์มักกล่าวกันว่าการเดินทางของคณะทูตครั้งนี้ส่งผลต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก และถือเป็นอีกหนึ่ง Climax ของการทำงานของคนญี่ปุ่นที่จุดประกายการเปลี่ยนประเทศทีเดียวค่ะ
      ขอให้ผู้อ่านลองนำไปเทียบเคียงกับการไปทัวร์ดูงานของบุคลากรในบางประเทศ ที่กลับบ้านมาแล้วแทบไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากรู้เรื่องไวน์ดีขึ้น
      (ขอถอนหายใจหนึ่งครั้ง)
รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจให้เกิดการเดินทางไปรอบโลกครั้งนั้นก็เนื่องมาจากที่ปรึกษาชาวดัชต์ในรัฐบาลญี่ปุ่นได้เสนอให้มีขึ้น โดยยกประเด็นการเดินทางของ Czar Peter I ของรัสเซียและคณะที่ได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ ในยุโรป ทรงศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะทรงฝึกหัดสร้างเรือที่ฮอลันดาด้วยพระองค์เอง หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับมาถึงรัสเซียแล้วทำให้สร้างบ้านแปงเมือง จัดวัฒนธรรมรัสเซีย จัดการศึกษาขนานใหญ่ ผู้คนตัดหนวดตัดเคราทิ้ง ออกแบบเสื้อผ้าใส่ใหม่ สร้างจารีตใหม่ และสร้างเมือง Saint Petersburg เป็นเมืองหลวงใหม่ให้ทันสมัย การไปต่างประเทศของ Czar Peter I ครั้งนั้นส่งผลสืบทอดให้รัสเซียกลายเป็นประเทศมหาอำนาจในเวลาต่อมา
      ญี่ปุ่นเห็นภาพของรัสเซียซึ่งเป็นคู่กัดของตนในขณะนั้นชัดเจน และเห็นด้วยกับคำแนะนำของที่ปรึกษาชาวดัชต์
      นักเรียนญี่ปุ่นที่เดินทางกลับมาจากอังกฤษ โดยเฉพาะ Ito Hirobumi ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล และในอนาคตได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่นก็สนับสนุนให้เกิดการเดินทางครั้งนั้น
      เดินทางทั้งทีต้องให้คุ้ม รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนด Mission ในการเดินทางครั้งนั้นอย่างชัดเจนไว้ 2 อย่างคือ
      1 เจรจาแก้ไขสัญญาที่เสียเปรียบ กับอเมริกา อังกฤษ และประเทศอื่นๆ ที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่น
      2 ศึกษาและเก็บข้อมูลด้านการศึกษา เทคโนโยลี วัฒนธรรม กองทัพ เศรษฐกิจ ความก้าวหน้าของประเทศที่จะไปแวะชมให้มากที่สุด
บุคคลระดับสูงของญี่ปุ่นเคยเดินทางไปอเมริกาและยุโรปหลังเปิดสัมพันธ์ทางการค้ากับอเมริกาและยุโรปในสมัยโชกุนมาแล้ว 3 ครั้ง แต่การเดินทางครั้งนี้จะต้องมีภารกิจที่เข้มข้นเพื่อมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในญี่ปุ่นได้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
      นักเรียนนอกของญี่ปุ่นที่เคยไปเรียนยุโรปเห็นว่า นักเรียนนอกอย่างพวกตนที่ไปเรียนยุโรปเพียงไม่กี่คนนั้นไม่อาจสร้างพลังให้กับประเทศได้เพียงพอ ญี่ปุ่นต้องส่งนักเรียนไปต่างประเทศเพิ่มอีก ซึ่งทางรัฐบาลเห็นด้วยค่ะ
      รัฐบาลกำหนดจำนวนคนให้เดินทางไปทำงานด้านต่างๆ ในการเดินทางครั้งนี้มีจำนวน 48 คน แต่...ญี่ปุ่นจะนำเด็กและหนุ่มสาวญี่ปุ่นอีก 60 คนลงเรือไปด้วย มีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุเพียง 7 ขวบ ญี่ปุ่นต้องการให้ได้ไปเห็นและศึกษาโลกที่อยู่นอกประเทศในความเป็นจริง
      รวมแล้วในคณะเดินทางไปทั้งหมด 108 คน และกำหนดว่าเด็กและหนุ่มสาวบางคนจะต้องถูกทิ้งให้เรียนหนังสือที่ต่างประเทศ ไม่ให้เดินทางกลับมาด้วย
      ญี่ปุ่นทำงานและเดินหน้าอย่างมีจินตนาการ ลึกซึ้ง ประณีต ทำอะไรสักอย่างต้องคุ้มค่า และ... “เก็บทุกเม็ด”  ซึ่งเป็นลักษณะที่โดดเด่นของคนญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้
      หัวหน้าของคณะทูตครั้งนี้เคยเดินทางไปอเมริกาแล้วในสมัยของโชกุน รัฐบาลส่งเขาเป็นหัวหน้าคณะในการเดินทางครั้งนี้เพราะต้องการใช้คนมีประสบการณ์และจะได้สานต่องานเก่าด้วย
      เพื่อให้การเดินทางได้ผลคุ้มค่า มีการวางเป้าหมายและหน้าที่ของแต่ละคนในจำนวน 48 คนชัดเจน มีผู้ทำรายงานบันทึกผลการเดินทางและแยกย้ายไปทำงานต่อกับหน่วยงานอื่นเมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่น
  คณะเดินทางออกเดินทางด้วยเรือของสหรัฐจากท่าเรือโยโกฮามาข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่งที่ซานฟรานซิสโก จากนั้นเดินทางบนบกทัวร์สหรัฐไปยังวอชิงตัน ดีซี เสร็จจากการทำภารกิจในสหรัฐแล้วก็จะลงเรืออีกครั้งข้ามมหาสมุทรแอตลันติกไปสหราชอาณาจักร แล้วต่อไปยัง... ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ฮอลแลนด์ รัสเซีย เยอรมันนี ปรัสเซีย อิตาลี ฯลฯ เรียกว่าแทบปรุยุโรปกันเลย ...ขากลับเลียบฝั่งแอฟริกามาเข้ามหาสุทรอินเดียแวะสิงคโปร์ ไซง่อน เซี่ยงไฮ้ แต่ไม่ได้แวะสยาม
      ที่สหรัฐนั้นญี่ปุ่นได้ขอแก้ข้อสัญญาที่ถูกบังคับให้ทำสมัยที่ Matthew Perry มาบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ จากการมาเจรจาครั้งที่แล้วที่ไม่สำเร็จ แต่อเมริกาก็ยืนกรานไม่ยอมแก้
      งานนี้ไม่สำเร็จ... ก็ทำงานในภารกิจอื่นต่อไป คณะเดินทางของญี่ปุ่นได้ทิ้งเด็กหญิง 5 คนและเด็กชายอีกจำนวนหนึ่งไว้เรียนหนังสือที่อเมริกา
      ญี่ปุ่นรู้จักคุณค่าของคำว่าการสร้าง Connection อย่างดี นักเรียนที่ทิ้งให้เรียนหนังสือที่ต่างประเทศสามารถสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนต่างประเทศ
      คนหนึ่งนั้น ภายหลังได้กลายเป็นคนที่ชอบพอกับประธานาธิบดีสหรัฐทีเดียว

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์