ไหม …สร้างญี่ปุ่น (9)
ไหม …สร้างญี่ปุ่น (9)

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 30 ตุลาคม 2558 14:01
ISBN : -


ไหม …สร้างญี่ปุ่น (9)


“ไหม” ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการทูตอีกอย่างหนึ่งที่ญี่ปุ่นนำมาสร้างสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยญี่ปุ่นได้เสนอการสร้างอาชีพ “การเลี้ยงไหม” ให้กับประชาชนสยามเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสยาม
            ในโครงการนี้ สยามได้ตกลงจ้างผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงไหมจากญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งเกือบ 10 คน เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ไหมที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมไหมขึ้นในสยาม โดยได้ร่วมเปิดศูนย์ทดลองเลี้ยงไหมขึ้นที่โคราช
            ถึงตอนนี้... เราคงเริ่มสงสัยกันแล้วนะคะว่า...
            ญี่ปุ่นนำเรื่องการเลี้ยง “ไหม” มาเป็นตัวสร้างสัมพันธ์ทางการทูตได้อย่างไร?
            ญี่ปุ่นคงทบทวนตัวเองกลับไปในอดีตเพื่อจะมองหาจุดแข็งอะไรสักอย่างที่คิดว่าพอจะนำไปใช้เป็นประโยชน์ในกิจการต่างๆ ของประเทศได้        
            ในที่สุดญี่ปุ่นก็รู้ว่า จุดแข็งของประเทศมีอยู่อย่างหนึ่งคือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ “ไหม” คือนับตั้งแต่ เลี้ยงไหม ทำด้ายไหม ทอผ้าไหม... พวกเขามีคนมารับซื้อจากต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา ก็คือพวกดัชท์ค่ะ
            ถึงจุดนี้ผู้เขียนมองว่า... นี่เป็นตัวอย่างของเรื่อง Strenght ที่ดีมากๆ  เมื่อญี่ปุ่นค้นพบตัวเองอย่างได้ชัดเจนว่า ...พวกเขาคือพ่อมดแห่ง “ไหม” นี่นา
            ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิทยาการที่ได้มาจากจีน แต่เมื่อวิทยาการนี้ตกมาถึงญี่ปุ่นแล้ว ณ ขณะนั้นพวกเขาได้กลายเป็นเจ้าแห่งการเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมอาจจะมีประสิทธิผลมากกว่าจีนไปด้วยซ้ำ
            การเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมเป็น Strenght ของญี่ปุ่นที่ชัดเจนขึ้นอย่างมากเมื่อตอนปิดประทศ
            แต่หากมององค์ประกอบไปเรื่อง “ไหมญี่ปุ่น” นั้น เราต้องมองถึงตัวประกอบอีกตัวหนึ่ง ที่ทำให้ “ผ้าไหมญี่ปุ่น” เลื่องลือไปในยุโรปคือพวก “ดัชท์” หรือ ฮอลันดา หรือเนเธอแลนด์ ...ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกชื่อคือ “อัศวินเสื้อสีส้ม”
            (แหม... หลายชื่อจังฮู้)
             เพราะเนื่องมาจากเมื่อญี่ปุ่นปิดประเทศไปราว 250 ปี แต่มีพวกพ่อค้าจากตะวันตกชาติเดียวที่สามารถติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นได้นั้นคือ “ดัชท์”
            ดัชท์มาป้วนเปี้ยนแถบตะวันออกของเอเชีย ได้ชวาเป็นเมืองขึ้นแล้วกลายเป็นผู้ช่ำชองในการหาสินค้าแถบนี้ไปปั่นราคาขายในยุโรป กองเรือสินค้า Dutch East India Company (VOC)  ล่องเรือไปๆ มาๆ ค้าขายในหลายคุ้งน้ำตั้งแต่ยุโรป แอฟริกาใต้ อินเดีย สยาม สุมาตรา อันนัม ตั้งเกี๋ย ไปจนถึงญี่ปุ่น
            เส้นทางเดินเรือทางน้ำนำสินค้าเชื่อมการค้ายุโรป-เอเชีย กลายเป็น Silk Route สายใหม่ พ่อค้าหันมาใช้เส้นทางเดินเรือไม่ต้องเดินทางด้วยกองคาราวานบนแผ่นดิน ซึ่งแต่ก่อนนั้นต้องเดินทางด้วยอูฐเลียบขอบทะเลทรายทากลามากัน - แล้วข้ามเทือกเขาคาราโครัม - เทือกเขาฮินดูกูช อันสุดแสนลำบากยากเข็ญ
            (ผู้เขียนไปมาแล้วค่ะ... เกือบตาย... เดินทางเลียบเหวอยู่ 4 วัน)
            ดัชท์และชาติตะวันตกต่างก็เปิดบริษัท East India ใช้ Silk Route ทางน้ำมาตระเวนซื้อสินค้าย่านนี้ไปขายยุโรปกันใหญ่
            บริษัท East India ของแต่ละประเทศต่างก็พยายามหาสินค้าให้แปลกต่างไปจากคูแข่ง
            สำหรับกองเรือสินค้า ของดัชท์มีสินค้าของตัวเองที่กิ๊บเก๋กว่าสินค้าของบริษัท East India ชาติอื่นตรงที่มี “เครื่องเทศ” โดยเฉพาะลูกจันท์เทศ(ไวอากร้า)จากสุลาเวสี กับ “ผ้าไหมจากญี่ปุ่น” แล้วก็มีเพชรที่แอฟริกาใต้
            นั่นคือ strength ของกองเรือสินค้า Dutch East India Company (VOC) ของพวกดัชท์
            ส่วน Strenght ของญี่ปุ่นนั้นก็คือการผลิต “ผ้าไหม” นี่แหละค่ะ

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์