Zero error : “Cabin crew arm the door and cross check.” (10)
Zero error : “Cabin crew arm the door and cross check.” (10)

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 07 สิงหาคม 2560 16:30
ISBN : POSTTODAY


Zero error : “Cabin crew arm the door and cross check.” (10)


เวลาเราเดินทางด้วยเครื่องบิน
หลังจากที่ผู้โดยสารเข้าในเครื่องบินเรียบร้อย และประตูสุดท้ายของเครื่องบินปิดแล้ว เราจะได้ยินหัวหน้าลูกเรือสั่งผ่านไมโครโฟนว่า
“Cabin crew arm the door and cross check.”
และอีกครั้งหลังจากที่เครื่องบินจอดสนิทแล้ว เราจะได้ยินหัวหน้าลูกเรือสั่งอีกประโยคว่า
“Cabin crew disarm the door and cross check.”
หลังจากนั้นพวกเขาก็จะเปิดประตูให้ผู้โดยสารออกจากเครื่องยิน
ที่ประตูเครื่องบินนั้นจะมีลูกเรือรับผิดชอบอยู่แต่ละประตู ลูกเรือซึ่งยืนอยู่ที่ประตูจะทำตามคำสั่ง
    ผู้เขียนคิดว่าปัจจุบันนี้สายการบินทั่วไปทำอย่างนี้กันหมดแล้ว เพราะ ช่วง 4 ปีมานี้ ผู้เขียนได้ไปโดยสารเครื่องบินหลายสายทั้งในเอเชีย บุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา ก็ได้ยินทำนองนี้ และเห็นว่าสายการบินต่างๆ มีขั้นตอนการปฏิบัติการกับประตูทำนองเดียวกัน แต่อาจจะใช้คำพูดในการสั่งต่างกันบ้างเท่านั้นเอง
    ก่อนอื่นขออารัมภบทข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประตูเครื่องบินเพื่อเป็นความรู้แก่คนทั่วไปสักเล็กน้อย
เพราะหากไม่เขียนรายละเอียดตรรกะของประตูเครื่องบินไว้สักหน่อย บางท่านอาจจินตนาการในเรื่อง Zero Error ของการปฏิบัติการเกี่ยวกับประตูเครื่องบินไม่ออกค่ะ
ใครรู้อยู่แล้วก็คงไม่ว่ากันนะคะ
ประตูเครื่องบินเป็นเรื่องสำคัญค่ะ
ก่อนที่เครื่องบินแต่ละแบบจะผ่านการอนุญาตให้ขึ้นบินได้ ก็ต้องผ่านข้อกำหนดในการสร้างเครื่องบินและข้อกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์การบินจากสถาบันต่างๆ จึงจะนำเครื่องบินที่ผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้นั้น ที่พูดกันติดปากก็คือ FAA ค่ะ
ถ้าไม่ผ่าน เอาไปขายก็ไม่มีใครซื้อค่ะ
เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือเขาจะดูระบบปฏิบัติการของประตู ถ้าผู้โดยสารทั้งลำไม่สามารถหนีออกจากเครื่องบินได้ภายในเวลาที่กำหนดให้(แต่ก่อนนั้นให้ 1 นาที) ถือว่าสอบไม่ผ่านค่ะ
แนวคิดการหนีออกจากสถานที่อย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ พวกโรมันเมื่อ 2 พันปีก่อน หากสร้างอาคารขึ้นมาใช้ประโยชน์จะคิดถึงเรื่องความปลอดภัยในการหนีเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน
จะเห็นว่า Colosseum,Odeon,Hippodrome, Bath หรือเทวาลัยใหญ่ๆ ของโรมันไมว่าที่ไหนในจักรวรรดิ ตั้งแต่ตะวันออกกลาง คาบสมุทรอิตาลี ไปถึงปลายคาบสมุทร Iberia คนที่อยู่ภายในอาคารสถานที่เหล่านั้นทั้งหมดจะใช้เวลาในการหนีออกจากอาคารได้ภายในเวลานิดเดียว
Colosseum ที่ Rome, Verona, Niems จุคนหลายหมื่น แต่คนจะหนีได้หมดภายใน 3-5 นาที เท่านั้น
เครื่องบินก็มีแนวคิดเหมือนกับพวกโรมันค่ะ
ครูกิตติฯ ของการบินไทยบอกว่าสายการบินไทยจะฝึกพนักงานอย่างเข้มงวดในเรื่องการช่วยเหลือผู้โดยสารออกจากเครื่องบินในกรณีฉุกเฉิน พนักงานต้องเข้าฝึกและสอบทุก 12 เดือน ใครขาดฝึกหรือสอบไม่ผ่าน 90% จะถูกกราวน์ไม่ให้บิน
ครูกิตติฯ โหดมากค่ะ…
ส่วนทางกรมการบินพาณิชย์ทั้งของไทยและที่สถานีต่างประเทศก็จะมาสุ่มตรวจทั้งเครื่องบินและลูกเรือบนเครื่องบินด้วย
กลับมาที่บนเครื่องบินต่อค่ะ…
เวลาเราขึ้นเครื่องบิน เราสังกตุง่ายๆ จะเห็นว่าพวกลูกเรือของเครื่องบินทุกลำจะยืนที่บริเวณประตู ผู้เขียนเห็นพนักงานหลายสายการบินจะไม่เดินไปจากจุดนั้น ถ้าผู้โดยสารไม่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เขาจะไม่เคลื่อนจากจุดนั้นไปที่จุดไหนเด็ดขาด โดยเฉพาะสายการบินฝรั่งนั้น ผู้โดยสารจะขอให้เขามาช่วยยกกระเป๋าใส่ในที่เก็บสัมภาระ ผู้โดยสารบางท่านแอบใส่น้ำหนักในกระเป๋าเกือบ 20 กิโล ทั้งๆ ที่เขาให้เพียง 5 กิโล แล้วขอให้ลูกเรือช่วยยก นอกจากเขาไม่ยกให้แล้วยังยอาจเอากระเป๋าที่หนักมากออกจากเครื่องบิน ไปจ่ายเงินค่าน้ำหนักเกิน แล้วเอาไปใส่ใต้ท้องเครื่องบินค่ะ
ตอนที่ รับ-ส่งผู้โดยสาร และตอนเครื่องบินขึ้นหรือลง เราจะสังเกตเห็นว่าพนักงานบนเครื่องบินจะนั่งบนเก้าอี้พับได้ซึ่งติดตั้งอยู่ที่บริเวณประตู เหตุผลเพราะหากไปนั่งที่ผู้โดยสารนั้นทำให้สายการบินขาดรายได้ประการหนึ่ง และตำแหน่งเก้าอี้ของพวกเขานั้นมีความสะดวกหากเกิดกรณีฉุกเฉิน พวกเขาจะสามารถช่วยผู้โดยสารหนีออกจากเครื่องบินไดัสะดวกอีกประการหนึ่ง
ตรรกะของประตูเครื่องบินที่สำคัญคือความสะดวกของระบบการเปิด-ปิด ประตูและการวางตำแหน่งที่สอคล้องกับจำนวนผู้โดยสารในแต่ละส่วนให้มาใช้แต่ละประตูในกรณีฉุกเฉิน
ประตูของเครื่องบินแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีของตัวเอง และกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ค่ะ จะทำอะไรทั้งทีก็ต้องให้ต่างจากบริษัทอื่น
ประตูเครื่องบินลำตัวกว้างจะมีขนาดเบ้อเริ่มตามขนาดเครื่องบิน เมื่อก่อนนั้นประตูเครื่องบินของบางบริษัทต้องเปิดด้วยไฟฟ้า แต่ประตูเครื่องบินสมัยนี้แม้จะใหญ่สักเพียงใด แต่ก็สามารถเปิดด้วยแขนกันเรียวเล็กของแอร์โฮสเตส นี่แหละค่ะ
ประตูของเครื่องบินคนละบริษัทกันมองเผินๆ ดูเหมือนว่าจะคล้ายๆ กัน แต่ก็จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เอาเป็นว่ากิ๊บเก๋ไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่เครื่องบินของบริษัทเดียวกันแต่ละรุ่นก็จะไม่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ผู้โดยสารที่นั่งอยู่บริเวณประตูเครื่องบินสบายใจได้ว่า
จะเปิดได้เฉพาะตอนจอดอยู่บนพื้นดินเท่านั้น เมื่อบินขึ้นไปแล้วใครไปทะลึ่งเปิดเพื่อจะกระโดดออกจากเครื่องบินหรือจะออกไปเดินเล่นบนก้อนเมฆไม่ได้… เพราะจะเปิดประตูไม่ออกค่ะ เนื่องจากแรงดันอากาศในเครื่องบินสูงกว่าภายนอกเครื่องบินมาดันประตูไว้ และประตูเครื่องบินจะออกแบบเป็นแบบ Plug Type
คุณสมบัติที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของประตูเครื่องบินนอกจากไว้ให้ผู้โดยสารใช้เข้า-ออกจากเครื่องบินแล้วคือได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยให้ผู้โดยสารหนีออกจากเครื่องบินในกรณีฉุกเฉินค่ะ
อุปกรณ์ฉุกเฉินที่ว่านั้นคือ Slide ซึ่งเป็นยางสังเคราะห์  Slideที่ว่านั้นจะถูกพับเก็บไว้เป็น Pack ติดและเก็บไว้ที่ประตูนั่นแหละค่ะ หากท่านกำลังนั่งอ่าน Post Today ตอนนี้ลองเดินไปดูที่ประตูเครื่องบินได้ค่ะ
ส่วนของประตูที่ท่านเห็นป่องๆ นูนๆ ครอบที่ส่วนล่างของประตูนั้นแหละค่ะ เจ้า Slide ตัวเก่งถูกพับเก็บอยู่ในนั้นค่ะ
เขาทำไว้ดีค่ะ เราดูแทบไม่ออก
ถ้าผู้โดยสารเผลอไปหย่อนก้นนั่งหรือแค่เอาสะโพกแตะกล่องนั้นที่ประตู พวกลูกเรืออาจจะส่งเสียงกรี๊ดจนผู้โดยสารบริเวณนั้นตกอกตกใจกันค่ะ
เพราะถ้ากล่องนั้นแตกออกมาก็จะกลายเป็นหนังอีกม้วนค่ะ
เพื่อสวัสดิภาพของตัวท่านเองและของผู้โดยสารอีกหลายท่านในเครื่องบินผู้โดยสารที่ไปยืนบริเวณประตูเครื่องบินไม่ควรไปพิงหรือนั่งบนกรอบหรือกล่องที่ติดอยู่ที่ประตูเครื่องบินนะคะ…
ขอเรียนอีกนิดว่า Slide ยางที่ติดตั้วไว้ในกล่องหรือกรอบนั้น แต่ละตัวราคาแพงมากค่ะ เพราะคุณสมบัติมันไม่ใช่ Slide ธรรมดา ถ้าอธิบายคงจะยาวยืดไปอีก
บริษัทที่ผลิต Slide อาจเป็นบริษัท Goodrich  หรือระดับนั้น ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำอุปกรณ์เกี่ยวกับยางสังเคราะห์หลายอย่างซึ่งติดตั้งอยู่ในกระสวยอวกาศและผลิตยางรถยนตร์ให้กับรถ Formula 1
Slide ยางสังเคราะห์ซึ่งเก็บอยู่ในกล่องติดอยู่ที่บางตำแหน่งประตูเป็นแค่ Slide อย่างเดียว แต่บางตัวหากลงน้ำจะใช้เป็นแพยาง (Raft) ได้ด้วย
 กลไกการทำงานของ Slide ทุกตัวพร้อมทำงานทันทีหลังจากที่หัวหน้าลูกเรือในเที่ยวบินสั่งผ่านผ่านไมโครโฟนว่า
“Cabin crew arm the door and cross check.”
เนื้อความในคำสั่งนี้หากพิจารณาแล้วมีอยู่ 2 ส่วนค่ะ คือ
“Arm the door” และอีกส่วนนั้นคือ “Cross check”
“Arm the door” ก็คือการติดไกทำงานให้กับ Slide
แล้วทำไมต้องมีคำว่า “Cross check” ตามมาด้วยล่ะค่ะ
เราจะเข้าไปดูเรื่อง Zero Error เกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันอังคารหน้า
ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่ท่านอาจนำไปใช้ในการปฏิบัติงานในองค์กรท่านค่ะ

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์