Zero error : Do!, don't ask. ...ทำไป! ไม่ต้องถาม (ต่อ) (9)
Zero error : Do!, don't ask. ...ทำไป! ไม่ต้องถาม (ต่อ) (9)

โดย : ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

update : 07 สิงหาคม 2560 16:30
ISBN : POSTTODAY


Zero error : Do!, don't ask. ...ทำไป! ไม่ต้องถาม (ต่อ) (9)


พนักงานที่เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรจะลดความบกพร่องให้กับเนื้องานในการทำงานได้มาก ถ้าเราทำให้คนทำงานได้เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไร  เราจะไม่ต้องทนได้ยินกับเสียงบ่นจากพนักงานที่ทำงานว่า
บริษัทฯ เอาอะไรมาให้ทำ?” 
หรืออะไรทำนองนั้น
ผู้เขียนขอยืนยันว่าพนักงานจะให้ความร่วมมือกับองค์กรและสนับสนุนองค์กรมากขึ้น หากพวกเขาทราบสภาวะการทำงานที่แท้จริงอย่างโปร่งใส และสนับสนุนให้เกิดความภักดีของพนักงานต่อองค์กร ได้อย่างมาก
ความสงสัยหรือคำถามที่เกิดขึ้นในหมู่พนักงานซึ่งเกิดจากการบริหารงานรูปแบบ "Do!, don't ask."  ไม่เป็นผลดีต่อการสร้างศรัทธาต่อองค์กรและต่อผู้บริหารค่ะ
ความจริงแล้วการบริหารงานแบบ "Do!, don't ask." หรือพูดกันแบบกันเองว่าบริหารงานแบบ  เอ็งทำไปไม่ต้องถาม เป็นเสมือนการเอางานไปจับยัดใส่มือให้พนักงานโดยไม่ได้บอกที่มาที่ไป  ก็เป็นการบริหารงานอีกรูปแบบหนึ่งที่คลาสสิก และก็มีมานานแล้ว
อาจถือว่าเป็นรูปแบบการบริหารแบบแรกของมนุษยชาติก็ว่าได้ค่ะ
พวกกองทัพสมัยก่อนอย่าง กรีก เปอร์เชีย โรมัน จีน ฯลฯ ส่งทหารไปรบในยุทธภูมิ มีแต่พวกแม่ทัพนายกองเท่านั้นแหละค่ะที่รู้ว่ากลศึกนั้นจะเป็นอย่างไร
แต่บรรดาพลทหาร ทหารเลว ทหารรับจ้าง หรือพวกทาสที่เข้าร่วมรบนั้น รู้แต่ว่า หากรบชนะ พวกตนจะได้แบ่งทรัพย์สินจากชัยชนะหรือจะได้เป็นไท ฯลฯ
         ก็เข้ารบกันให้ชนะเพื่อจะได้รอดชีวิตประการหนึ่งและจะได้รางวัลเท่านั้นแหละค่ะ
            มาจนถึงทุกวันนี้ รูปแบบการบริหารแบบ Do!, don’t ask. ยังคงใช้กันอยู่
ผู้บริหารที่เชื่อมือตัวเองว่าแน่... วางแผนการทำงานได้ซับซ้อนหลายชั้น คิดว่าเสียเวลาที่จะไปบอกเรื่องรายละเอียดในการทำงานของพวกเขาให้พนักงานทำ
แต่สำหรับพนักงานสมัยนี้คงไม่เหมือนกับทหารสมัยสองพันปีก่อน
หากเป็นพนักงานที่ก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่มีปากเสียงก็อาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 แต่หากเป็นพนักงานที่ขี้สงสัยก็มักจะมีคำถามเกิดขึ้นในหมู่พนักงาน  แรกทีเดียวอาจเพียงไม่กี่คน และต่อไปจะขยายวงออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มจาก..การนำบางเรื่องขององค์กรหรือผู้บริหารมาพูดล้อเลียนกันเล่นๆ
 ต่อไปก็จะกลายเป็นเรื่องที่พูดกันจริงๆ.....
  ถ้าเป็นการพูดล้อเลียนกันแค่ภายในองค์กรก็ยังโชคดีค่ะ
แต่ถ้าขยายออกไปถึงข้างนอกองค์กรและกระจายไปในสื่อต่างๆ ...ก็จะกลายเป็นงานด้านภาพลักษณ์ขึ้นมาทันที
ผู้เขียนเคยได้เข้าไปร่วมแก้ไขกรณีความบกพร่อง(Error) ในงานบริการขององค์กรแห่งหนึ่งและผู้บริหารก็อนุญาตให้นำเรื่องนี้มาเป็นกรณีศึกษา
 งานนั้นทำให้รู้สึกว่าตัวเอง เป็นเหมือนแพทย์ไปวินิจฉัยโรคที่องค์กรเป็นอยู่ไปโดยปริยาย เพราะอาการขององค์กรที่แสดงออกมานั้นคือ เรื่องของข่าวลือในองค์กร  จนทำให้ภาพลักษณ์ของผู้บริหารเสียหาย
แต่เมื่อได้เข้าไปตรวจในหลายจุดและลงพื้นที่ไปคุยกับพนักงานก็พบว่า  ต้นเหตุมาจากเรื่องผู้บริหารในองค์กรชอบสั่งงานรูปแบบ Do!, don’t ask.  
พนักงานหมั่นไส้ผู้บริหาร...ก็เลยวางยาให้
ผู้บริหารที่มองข้ามชีวิตจิตใจพนักงานบางส่วน...เวลาเดินในบริษัทเพิกเฉยกับพนักงานที่ยกมือไหว้ตัวเอง และบริหารงานแบบ Do!, don’t ask.  หรือใช้ปลายนิ้วชี้ บริหารงาน
 แต่อาการขององค์กรนั้นหนักหนาเอาการค่ะ...
ประสบการณ์ครั้งนั้น... ผู้เขียนถือว่า... การบริหารงานแบบ Do!, don’t ask. กับเรื่อง Recognition หรือพูดง่ายๆ ก็คือการให้ความสำคัญกับบุคคลนั้น  เป็นเรื่องสวนทางกันโดยสิ้นเชิง
และเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด
พนักงานก็เป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาน มีความรู้สึก รัก ชอบ เกลียด โกรธ ฯลฯ
ผู้บริหารคิดไม่ถึงว่าเมื่อความรู้สึกนี้สะสมมากเข้า  มันไปแสดงผลออกในผลผลิตของงานบริการ แล้วก็ไปทำลายเรื่อง Zero Error ในการบริการขององค์กร
พนักงานที่ทำนั้นฉลาดค่ะ... หลังจากที่ลงมือทำก็แอบโทรหาสื่อ  ให้คอยไปทำข่าวตรงจุดเกิดเหตุ และทำชนิดที่จับมือใครดมไม่ได้
พนักงานสะใจ ...แต่ผู้บริหารและองค์กรและปรัชญา Zero Error ในการบริการขององค์กรแห่งนั้นซึ่งรักษากันมาอย่างยาวนานต้องพังไปต่อหน้าต่อตาอย่างเห็นๆ
และมันก็กลายเป็นงานปวดหัวขององค์กรขึ้นมาทันที
ผู้เขียนถือว่า... อย่างไรก็ตามพนักงานคนนั้นมีความผิด แต่ก็ต้องถามผู้บริหารด้วยว่าจะเปลี่ยนการบริหารงานแบบ Do! don’t ask. หรือไม่
หลังจากที่ผู้เขียนได้สรุปปัญหาและแนวทางแก้ไข..โชคดีขององค์กรที่กรณีที่ว่านี้ ผู้บริหารใจกว้าง... รับได้..พร้อมแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้น
ผู้เขียนจึงวางแผนและหากุศโลบายในการสร้างกระบวนการกู้ภาพลักษณ์ผู้บริหารและองค์กรกันใหม่และหาวิธีการไม่ให้องค์กรบอบช้ำ  รวมทั้งไม่ให้ผู้บริหารและพนักงานเสียหน้า
...เหนื่อยแต่ได้ผลค่ะ..ทุกอย่างจบลงด้วยดี
ความจริงแล้วการบริหารงานแบบ "Do!, don't ask." ไม่ได้แย่เสียทีเดียว เพราะมันเป็นวิธีการบริหารงานอีกอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้
 แต่เทคนิคการบริหารงานแบบ "Do!, don't ask."  สำคัญตรงที่ว่าผู้บริหารและพนักงานต้องตกลงสภาพการทำงานแบบนี้กันตั้งแต่แรก
 หากผู้เข้ามาทำงานรู้และยอมรับตั้งแต่แรกว่าต้องมาทำงานอย่างนี้
พนักงานก็จะไม่มีสิทธิโอดครวญใดๆ

บทความที่น่าสนใจ
 
  • การสื่อสารในภาวะวิกฤติ สิ่งที่องค์กรเมืองไทยมองข้าม
  • Fortune Cookie
  • Oktoberfest กับ Big Six (1)
  • Oktoberfest (2)
  • Spargel... ผักแวมไพร์
  • ทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
  • สี ฟ้า-ขาว : แบรนด์ของบาวาเรีย
  • พรรคบาเยิร์น (BP)
  • เยี่ยมบริษัท BMW ที่ มิวนิก
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (2)
  • ทำพื้นที่ต้อนรับลูกค้าให้... Wow ! (3)
  • Nostalgia ช่วยสร้างแบรนด์